Friday, November 18, 2011


อยู่กับน้ำ...18พย.ได้ออกกำลังกายสมใจ

น้ำเข้าบ้านตั้งแต่ 20 ตค ก็ได้ออกกำลังกล้ามเนื้อหลายวัน ด้วยการยกของหนีน้ำ หนีขึ้นที่สูง ครั้งแรกประมาณ 50 ซม. แล้วก็อีก 20 ซม ไปเรื่อยๆจนน้ำหยุดขึ้น เหมือนการหนีน้ำของ ศปภ และศุนย์อพยพต่างๆ  ปี2538 ฝนมากเท่าๆกับปีนี้ ก็ไม่น่าจะท่วมมากเกินครั้งนั้นมากมายนัก ไม่เห็นจะต้องเหนื่อยเกินเหตุในการเตรียมตัวหนีน้ำ

อย่างที่อาจารย์ที่จุฬาฯพูดกับดร.นัฐฐา กมลวาทินในรายการตอบโจทย์เมื่อคืนวันที่ 17 พย สี่ทุ่มครึ่งช่องทีพีบีเอส อาจารย์ท่านนั้นบอกชัดเจนว่า ปี2538 กับปีนี้ ฝนมีมากเท่าๆกัน แต่ด้วยความผิดพลาดในการบริหารจัดการ ตั้งแต่การปล่อยน้ำจากเขื่อนจนถึงการแก้ปัญหา ทำให้บ้านเมืองเสียหายมหาศาล

การออกกำลังยกของขึ้นที่สูงในวันแรกๆ ก็ได้บริหารกล้ามเนื้อแขนและขา ไม่ได้ออกกำลังหัวใจ
จะมีบ้างก็ตอนเดินปราณทุกเช้า

วานนี้ 17 พย จำเป็นต้องออกบ้านไปทำธุรกรรมการเงิน ก็พายเรือไป ไปได้ 200 เมตรต้องเปลี่ยนใจหยุดพาย เพราะช้าเกินไปเนื่องจากเป็นเด็กภูเขามาก่อน(จังหวัดน่าน) ขอโบกเรือเพื่อนร่วมชะตากรรม เขา 2 สามีภรรยาก็ใจดีพาเราไปด้วย ขากลับนั่งเรือบริการฟรีของเทศบาลนครเชียงใหม่ ทั้งขาไปและขากลับเห็นมีเรือฟรีของเทศบาลนครเชียงใหม่ 2 ลำขนาดบรรทุก 12 คน เรือตีตราสุราษฎ์ธานี-สส. สุรชาติ 2-3 ลำ(ขนาดบรรทุก 5 คนน่าจะได้) แต่ไม่เห็นของเขตุหลักสี่ เจ้าของพื้นที่ นอกนั้นเป็นเรือรับจ้างนับ10คัน ค่าบริการ 100 บาทต่อระยะทาง 2 กม

วันนี้ต้องออกไปอีก คิดว่าวิธีที่ดีที่สุดคือเอาจักรยานขึ้นบนเรือท้องแบนที่มีอยู่ ได้มาจากการบริจาคของลูกชาย (ตอนเชียงใหม่และนครสวรรค์เจอปัญหา เราก็บริจาคแต่ไม่ได้เรือ...ไม่ว่ากัน เพราะไม่ได้หวังเช่นนั้น) ใส่ชุดเอี๊ยมกันน้ำ เดินลากเรือไปตามเส้นทางที่น้ำลึกแค่ไม่เกินอก ระยะทางประมาณ1 กม แต่ต้องใช้เวลานานร่วมครึ่งชั่วโมง เป็นการเดินในน้ำด้วยชุดเอี๊ยมยางที่น้ำไม่ซึม

เรื่องความดันของน้ำที่พังถุงทราย พังพนังกั้นน้ำจนแตกนี่ รู้จักสูตรการคิดมาตั้งแต่อยู่ชั้นมศ4 (ปี2506)แล้ว สอนสูตรนี้ในวิชาโครงสร้างชลศาสตร์หลายปี วันนี้ก็จำสูตรได้ดี แต่เพิ่งจะสัมผัสความดันหรือแรงดันน้ำก็ตอนใส่ชุดเอี๊ยมยางนี่แหละ เมื่อน้ำลึกถึงเข่าก็รู้สึกได้ที่นิ้วเท้าที่ขยับยาก เมื่อลึกถึงเอวก็รู้สึกว่าทุกส่วนถึงโคนขาถูกรัดด้วยถุงยางแน่นเปรี๊ย เมื่อน้ำถึงอกทุกอย่างใต้สะเอวถูกรัดแรงมากจนอึดอัด คิดว่าถ้าลึก2 เมตรโดยน้ำไม่ซึมเข้าตัว คงจะรู้สึกเหมือนผู้ต้องหาที่ถูกตำรวจสอบสวนด้วยการบีบไข่จนหน้าเขียวนั่นแหละ

เมื่อถึงท่าเรือชั่วคราวที่ข้างคลองประปา ผูกเรือไว้ณจุดที่คิดว่าไม่มีใครกล้าขโมยใบพาย ยกจักรยานลุยน้ำขึ้นฝั่ง ข้ามสะพานไม้ไปฝั่งอำเภอที่มีนายกเทศมนตรีที่ต้านน้ำท่วมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำได้ดีกว่านายกฯยิ่งลักษณ์ และผู้ว่าสุขุมพันธ์ ถึงขั้นคนพูดถึง.....ปากเกร็ดโมเดล...

ข้ามฟากเสร็จก็เริ่มปั่นจักรยานไปอีกเป็นระยะทางกว่า 2 กม ล๊อครถ รีบขึ้นไปเข้าคิวที่หน้าเค้าเตอร์ธนาคารเพื่อเอาเช็คเข้าบัญชี ตรงนี้แหละทำท่าจะหน้ามืดหัวใจจะวาย ออกกำลังมาเต็มที่แล้วก็หยุกกึกโดยไม่มีการ..วอร์มดาวน์/คูลดาวน์...ก็จะเป็นอย่างนี้ จึงต้องหายใจลึกถี่เหมือนนักว่ายน้ำเป่าปอดตอนพักจากการว่ายน้ำ หลายปีก่อนที่ปีนใกล้ถึงชั้นสูงสุดของน้ำตกเอราวัณที่กาญจนบุรี ต้องเป่าปอดเป็นระยะๆ ตอนนั้นก็อายุ 60 ปีน่าจะได้

สะใจจริงๆที่ได้ออกกำลังหัวใจและปอด

เพิ่งจะรู้อีกเหมือนกันว่า เมื่อออกกำลังด้วยการปั่นจักรยาน 2 กม น่ามีการเสียน้ำจากภายในกายไม่น้อยกว่าครึ่งลิตร ดูได้จากเสื้อ กางเกง รองเท้าที่เป็นส่วนหนึ่งของเอี๊ยม ดีที่พกน้ำดื่มไปด้วยครึ่งลิตร

พักกินอาหารกลางวันที่โลตัสแจ้งวัฒนะ จะส่งเอกสารที่ไปรษณีย์เอกชน เขาไม่รับโดยให้เหตุผลว่าไปส่งที่ศุนย์ใหญ่หลักสี่ไม่ได้เพราะน้ำท่วมสูง 30วันแล้วที่ไม่มีเอกสารที่ส่งผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทย ปกติมีวันละ3-5ชิ้น เอกสารสำคัญที่มีผู้ส่งอีเอ็มเอ็สให้ กว่าสิบวันก็ยังไม่ได้รับ...เฮ้อ...ถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายก็ไม่มีการรับรู้กันผ่านไปรษณีย์ยามน้ำท่วม สงสัยไม่มีงบประมาณซื้อเรือ หรือพนักงานขับเรือไม่เป็น

โทรศัพท์2หมายเลขของทศท. ที่เสียตั้งแต่ปลายตค.ก็ยังใช้ไม่ได้ แจ้งทีไรก็ตอบอัตโนมัติว่า..กำลังแก้ไขและจะเสร์จวันที่4 พย. เลยวันที่ 10 พย. ก็ตอบเหมือนเดิม 18พย เหมือนเดิม ...ขอบ่นหน่อยละกัน

ซื้อข้าวของเสร็จ(ไม่มีการซื้อน้ำ เพราะใช้เครื่องกรองน้ำ) เดินทางกลับเหมือนเดิม ขากลับไม่มีอาการหน้ามืด/หัวใจวายเพราะมีการ..วอร์มดาวน์/คูลดาวน์..ก่อนถึงบ้าน

ล้างชุดเอี๊ยมยาง อาบน้ำ หลับกลางวันสบาย หลังจากออกกำลังกายสมใจ

รีบทำบันทึกฉบับนี้ก่อนความทรงจำจะเลือนไป แม้ไม่มีอัลไซมเมอร์ก็เถอะ

20.40

No comments: